วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ ๑๑ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

องค์กรระหว่างประเทศ
1.องค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการโดยรัฐ


ก.องค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการในระดับโลกโดยภาครัฐ
1.1. องค์การท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization : WTO)
เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติในระดับระหว่างรัฐบาล เริ่มดำเนินการในสถานภาพขององค์การท่องเที่ยวโลกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มกราคม ปี 2518 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงมาดริด ประเทศสเปน และมีสำนักงานย่อยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ประเทศญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นสมาชิกสามัญขององค์การตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา


องค์กรและหน้าที่ขององค์การท่องเที่ยวโลก ได้แก่
1) สมัชชา เป็นองค์กรควบคุมการปฏิบัติงานขั้นสูงสุดขององค์การท่องเที่ยวโลก กำหนดการประชุม 2 ปี ต่อ 1ครั้ง
2) คณะมนตรีบริหาร เป็นคณะกรรมการที่ทำหน้าที่พิจารณาและกำหนดมาตรการในการดำเนินงานขององค์การให้สำเร็จลุล่วงไปตามมติและข้อเสนอแนะของสมัชชากรรมการ ของคณะมนตรีบริหารแต่งตั้งโดยสมัชชา และต้องเป็นสามัญสมาชิก มีกรรมการทั้งหมด 26 คน มีการประชุมปีละ 2 ครั้ง
3) สำนักงานเลขาธิการ เป็นหน่วยงานที่มีเลขาธิการเป็นผู้ควบคุมการดำเนินทางด้านวิชาการและธุรการทั่วไป
4) สำนักงานเลขาธิการภูมิภาค เป็นหน่วยงานย่อยของสำนักงานเลขาธิการขององค์การ ประจำอยู่ภูมิภาคต่างๆ
5) คณะกรรมการธิการประจำภูมิภาค เป็นคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ดำเนินงานตามโครงการของภูมิภาคให้สำเร็จลุล่วงไปตามมติ
1.2. องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(International Civil Aviation Organization: ICOA)
มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา จัดตั้งขึ้นในปี 2489 ปัจจุบันมีสมาชิก 188 ประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายขององค์การ คือ ส่งเสริมการบินพลเรือนให้กว้างขวางไปทั่วโลก
ข.องค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการในระดับภูมิภาคโดยภาครัฐ
องค์กรที่สำคัญได้แก่ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1960 ที่กรุงปารีสประเทศประเทศฝรั่งเศล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมนโยบายที่สามารถจะบรรลุถึงจุดสุดยอดในการค้ำจุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา รวมทั้งการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ระหว่างประเทศสมชิกขององค์กร ปัจจุบันประเทศสมาชิกของ OECD มีทั้งหมด 31 ประเทศ
ค.องค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการในระดับอนุภูมิภาคโดยภาครัฐ
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
2) โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอนุทวีปบังคลาเทศ-อินเดีย-เมียนม่าร์-ศรีลังกา-ไทย
3) โครงการความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-คงคา (Mekong-Ganga Cooperation)
4) โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT)
5) คณะอนุกรรมการด้านการท่องเที่ยวภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการท่องเที่ยวอาเซียน
2. องค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน
ก. องค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการในระดับโลดโดยภาคเอกชน
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council : WTTC) ก่อตั้งในปี 1990 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และมรสมาชิก 100 ประเทศ
2) สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ในกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการขนส่งทางอากาศที่ปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และถูกต้องตามหลักเศรษฐกิจ ปัจจุบัน สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา มีสมาชิก 274 สายการบิน
3) สมาคมส่งเสริมการประชุมระหว่างประเทศ (International Congress and Convention Association : ICCA ) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1963 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีสมาชิก 80 ประเทศ
4) องค์กรแห่งความห่วงใยในการท่องเที่ยว (Tourism Concern)ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1989 มีสำนักงานอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
5) สหพันธ์สมาคมบริษัทนำเที่ยวนานาชาติ (Universal Federation of Travel Agent : UFTAA) ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1966
ข. องค์กรระหว่างประเทศที่ดำเนินการในระดับภูมิภาคโดยภาคเอกชน
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (The Pacific Asia Travel Association : PATA) ก่อตั้งขึ้นที่มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2494 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครซานฟรานซิกโก ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงานใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการอยู่ที่กรุงเทพฯ
2) สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคเอเชียตะวันออก (East Asia Travel Association : EATA) ก่อตั้งในปี 2509 โดยรวบรวมประเทศต่างๆที่อยู่ในเส้นทางการบินสายตะวันออกไกลเข้าด้วยกัน
3) สมาคมท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Tourism Association: ASEANTA) เป็นการรวมตัวของสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม และสายการบินแห่งชาติอาเซียน ตั้งแต่ ค.ศ. 1971
4) สมาคมบริษัทนำเที่ยวแห่งอเมริกา (American Society of Travel Agents : ASTA) ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา ที่มลรัฐนิวยอร์ค เมื่อปี ค.ศ. 1931


องค์กรในประเทศไทย
1. องค์กรของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ
ก. องค์กรของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแลและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยตรง
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) สำนักนายกรัฐมนตรี
2) สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 5 หมวด 5 ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545
3) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 ในปัจจุบัน ททท. สังกัดอยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หลังจากที่อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่เริ่มจัดตั้งองค์กร
4) สำนักงานส่งเสริมกาจัดประชุมและนิทรรศการ(สสปน. –Thailand Convention and Exhibition Bureau- TCEB) จัดตั้งขึ้นในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2545
ข. องค์กรของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแลและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยอ้อม
1. องค์กรที่กำกับดูแลด้านแหล่งท่องเที่ยว
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
2) กรมทรัพยากรธรณี
3) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)
4) กรมศิลปากร
5) กรมศาสนา
6) กรมชลประทาน
7) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.)
8) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
9) กรมควบคุมมลพิษ
10) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
11) องค์การสวนสัตว์
12) องค์การสวนพฤกษศาสตร์แห่งประเทศไทย
13) สำนักงานจังหวัด
14) สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
2. องค์กรที่กำกับดูแลด้านสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) กรมการขนส่งทางอากาศ
2) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
3) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
4) บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด(มหาชน) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539
5) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
6) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
7) กรมทางหลวง
8) กรมการขนส่งทางบก
9) กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี
10) การรถไฟแห่งประเทศไทย
11) บริษัท ขนส่ง จำกัด
12) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้าส่วนนครหลวง
13) การประปาส่วนภูมิภาคและการประปานครหลวง
14) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
3. องค์กรที่กำกับดูแลด้านสินค้าเพื่อการท่องเที่ยว
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
2) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
3) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
4) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
5) กรมศุลกากร
4. องค์กรที่กำกับดูแลด้านบริการทางการท่องเที่ยว
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1) กองกำกับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.)
2) สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เป็นหน่วยงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535
3) กองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร
4) ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (ศบท.)
5) ธนาคารและสถาบันการเงิน
6) กระทรวงสาธารณสุข
7) กรมสรรพากร
5. องค์กรที่กำกับดูแลด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
องค์กรที่สำคัญ ได้แก่
1. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
2. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
3. กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
2. องค์กรของภาคธุรกิจเอกชน
หน่วงงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในภาคธุรกิจเอกชน ได้แก่
1. สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (Association of Thai Travel Agents - ATTA)
2. สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (Thai Travel Agents Association - TTAA)
3. สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวแห่งประเทศไทย (สนท. –The Association of Thai Tour Operators-ATTO)
4. สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน. – The Association of Domestic Travel - ADT)
5. สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย(สมอ.- Professional Guide Association Thailand - PGA)
6. สมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สทภท.-Thai Federation of Provincial Tourist Association - TFOPTA)
7. สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.- Thai Ecotourism & Adventure Tourism Association - TEATA)
8. สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำประเทศไทย(พาต้าไทย–PATA Thailand Chapter)
9. ไซท์ไทยแลนด์ แชพเตอร์ (Society of Incentive & Travel Executive - SITE)
10. สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (Thailand Incentive & Convention Association - TICA)
11. สมาคมโรงแรมไทย (Thai Hotels Association - THA)
12. สมาคมภัตตาคารไทย (Thai Restaurant Association - TRA)
13. สมาคมสวนสนุกและสวนพักผ่อนหย่อนใจ (สพจ.-The Thai Amusement and Leisure Parks - TAPA)
14. สมาคมดพื่อสวนสัตว์ไทย (Thai Zoo Association – T.ZA.) ก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2542
15. สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ
16. ชมรมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับมาตรฐาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2540
17. สมาคมรถโดยสารไม่จำทาง (สสท. – The Tourist Transport Association - TTA)
18. สมาคมเรือไทย (Thai Boat Association) จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535
19. สมาคมการแสดงสินค้า(ไทย)(The Trade Exhibition Association (Thai)-TEA)ปัจจุบันมีสมาชิก 66องค์กร
20. สมาคมสปาไทย (Thai Spa Association) จัดตั้งขึ้นโดยมิได้หวังผลกำไล
21. หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2476
22. สภาอุตสาหกรรมทองเที่ยวแห่งประเทศไทย


ที่มา : เอกสารคำสอนประกอบวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

บทที่ ๑๐ กฎหมายสำคัญของไทยที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



กฎหมายสำคัญของไทยที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม ดังนี้


๑. กฎหมายเกี่ยวกับองค์การที่ดูแลสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยทั่วไป
๒. กฎหมายควบคุมนักท่องเที่ยว
๓. กฎหมายควบคุมดูแลและพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว
๔. กฎหมายควบคุมเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยว

๑. กฎหมายเกี่ยวกับองค์การที่ดูแลสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยทั่วไป

มีกฎหมายสำคัญ จำนวน ๔ ฉบับ ได้แก่
๑.๑ พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒
๑.๒ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕
๑.๓ พระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๔
๑.๔ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ – ๒๕๔๖

๒. กฎหมายควบคุมนักท่องเที่ยว
มีกฎหมายสำคัญ จำนวน ๒ ฉบับ ได้แก่
๒.๑ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒, ๒๕๒๓ และ ๒๕๔๒
๒.๒ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ – ๒๕๔๘


๓. กฎหมายควบคุมดูแลและพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว
มีกฎหมายสำคัญ จำนวน ๑๗ ฉบับ ได้แก่
๓.๑ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔
๓.๒ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ และ ๒๕๔๖
๓.๓ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗, ๒๕๒๒ และ ๒๕๒๘
๓.๔ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔, ๒๕๒๒ และ ๒๕๒๕
๓.๕ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐, ๒๕๒๒ และ ๒๕๓๔
๓.๖ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๐
๓.๗ พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๔๘๕
๓.๘ พระราชบัญญัติรักษาคลอง รศ. ๑๒๑
๓.๙ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕
๓.๑๐ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕
๓.๑๑ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และ ๒๕๓๕
๓.๑๒ พระราชบัญญัติสุสานและ ฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘
๓.๑๓ พระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ. ๑๒๘
๓.๑๔ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ และ ๒๕๒๘
๓.๑๕ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๑๒, ๒๕๑๒, ๒๕๒๒ และ ๒๕๓๕
๓.๑๖ พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของชานเมือง
๓.๑๗ พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘, ๒๕๒๕ และ๒๕๓๕ และ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒, ๒๕๓๕ และ๒๕๔๓

๔.กฎหมายควบคุมเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยว
มีกฎหมายสำคัญ จำนวน ๒๒ ฉบับ
๔.๑ พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. ๒๕๓๕
๔.๒ พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗
๔.๓ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙, ๒๕๒๑, ๒๕๒๕ และ ๒๕๔๖
๔.๔ พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕
๔.๕ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘, ๒๕๓๗ และ ๒๕๔๔
๔.๖ พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๓๕
๔.๗ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๐, ๒๕๓๔ และ๒๕๔๔
๔.๘ พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๔๘
๔.๙ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒
๔.๑๐ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และ ๒๕๔๑
๔.๑๑ พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๔๓
๔.๑๒ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ – ๒๕๔๖
๔.๑๓ พระราชบัญญัติจารจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๔๒
๔.๑๔ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๔๗
๔.๑๕ กฎหมายว่าด้วยทางหลวงตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๕๙
๔.๑๖ พระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๕๔๓
๔.๑๗ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๕๔๐
๔.๑๘ ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๖๓
๔.๑๙ พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๕๔๐
๔.๒๐ พระราชบัญญัติป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ. ๒๕๒๒
๔.๒๑ พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗-๒๕๔๒
๔.๒๒ พระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๓๘
ที่มา : เอกสารประกอบคำสอนวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

บทที่ ๑๒ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คือ การทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networks) เพื่อปรับปรุงสิทธิภาพของบริษัท มี ๒ รูปแบบ คือ
๑) การแลกเปลี่ยนข้อมูล (EDI) เป็นการจำกัดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือแบบตัวต่อตัว
๒) การใช้บริการตู้จ่ายเงินสด (ATM) จำกัดจากที่หนึ่งไปยังอีกหลายๆที่

สาเหตุที่องค์กรต่างๆใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

๑) การจำหน่ายสินค้า ทำให้สินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
๒) รายได้ ไม่ต้องผ่านตลาด รายได้เพิ่มขึ้น
๓) สามารถบริการลูกค้าได้ดีขึ้น
๔) ขนส่งสินค้าได้เร็วมากขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

๑) ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
- ด้านการติดต่อสื่อสาร
- ด้านการขาย
๒) ผลกระทบของระบบอินเตอร์เน็ตที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
เนื่องจากความสนใจในการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก กลุ่มประกอบการตัวแทนจำหน่ายทางด้านการท่องเที่ยว จึงประสบผลกระทบอย่างรุนแรง พวกเขาจึงสร้างระบบการจองต่างๆ ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต หรือ ปรับเปลี่ยนองค์กรให้เหมาะสม

การนำระบบอินเตอร์เน็ตมาใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ได้ประโยชน์สูงสุด

๑. การประชาสัมพันธ์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ถ้ามีการนำเสนอข้อมูลที่ดี โดยนำเสนอรูปภาพและบริการต่างๆ จะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจแก่ลูกค้า
๒. การกระจายข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ถ้าข้อมูลที่มีความละเอียด เป็นระเบียบแบบแผน จะส่งผลดีต่อองค์กร เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะใช้ข้อมูล เพื่อมาเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตนเอง
๓. การเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต การเก็บข้อมูลที่ดี จะเป็นประโยชน์แก่เจ้าของกิจการ
๔. การจองผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อลูกค้าจะได้ทำธุรกรรมได้โดยปราศจากข้อผิดพลาด และสะดวกสบาย
ที่มา : เอกสารคำสอนวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

บทที่ ๑๓ แนวโน้มและรูปแบบการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ความหมายและแนวคิด


การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีความจำเป็นในการรักษาความสมดุลของทรัพยากรการท่องเที่ยว โดยใช้ทรัพยากรอันทรงคุณค่าอย่างชาญฉลาด สามารถรักษาเอกลักษณ์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้นานที่สุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป
แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

พิจารณาได้ 4 ประการคือ

1. การดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวในขอบเขตของความสามารถของธรรมชาติชุมชนขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนต่อกิจกรรมการท่องเที่ยว
2. การตระหนักในกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีผลกระทบต่อชุมชนขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน
3. การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีต่อการท่องเที่ยว
4. การประสานความต้องการทางเศรษฐกิจ การคงอยู่ของสังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ประการ

1. เป็นการจัดการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศนั้นๆ
2.เป็นการจัดการการท่องเที่ยวที่สร้างความรู้และให้ความรู้
3.เป็นการจัดการการท่องเที่ยวที่ประชาชนในท้องถิ่นมีบทบาท มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมจัดทำและร่วมได้รับผลประโยชน์อย่างเสมอภาค

ความสำคัญของการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

1. เพื่อให้การใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพสูงสุด
2.เพื่อรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวคงอยู่อย่างยั่งยืน
3.เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรการท่องเที่ยวในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

หลักการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

1. อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างพอดี
2. ลดการบริโภคและใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็นและลดการก่อของเสีย
3. รักษาและส่งเสริมความหลากหลายของธรรมชาติ สังคมและวัฒนธรรม
4. การประสานการพัฒนาการท่องเที่ยว
5. ต้องนำการท่องเที่ยวขยายฐานเศรษฐกิจในท้องถิ่น
6. การมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายพัฒนาการท่องเที่ยวกับท้องถิ่น
7. ประชุมปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
8. การพัฒนาบุคลากร
9. จัดเตรียมคู่มือบริการข่าวสารการท่องเที่ยวให้พร้อม
10.ประเมิน ตรวจสอบ และวิจัย

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(Eco tourism)
ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ คือ

1. เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น
2. เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ
3. มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีระบบ
4. มีการจัดการด้านการให้ความรู้
5. มีความรับผิดชอบโดยผู้เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว
6. เป็นการท่องเที่ยวที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับความเพลิดเพลินและความประทับใจ

ประเภทของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

1. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางยก ได้แก่ การเดินป่า การปีนเขา การศึกษาธรรมชาติ การส่องสัตว์ การดูนก การขี่ม้า นั่งช้าง เที่ยวถ้ำ เที่ยวที่น้ำตก เป็นต้น
2. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล ได้แก่ การดำน้ำดูปะการัง การล่องแก่ง การพยาเรือแคนู การท่องเที่ยวชมหมู่บ้านชาวประมง การเที่ยวชมป่าชายเลน เป็นต้น

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร(Agro tourism)
มีลักษณะสำคัญดังนี้

1. เป็นการท่องเที่ยวที่มุ่งความสนใจไปยังกิจกรรมการเกษตรหรือสภาพแวดล้อมทางการเกษตรเป็นหลัก
2. เป็นการท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ทางการเกษตรเป็นหลัก
3. เป็นการท่องเที่ยวที่มีการจัดระบบการให้บริการไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน
4. เป็นการท่องเที่ยวที่มีกลไกกระจายรายได้ไปยังเกษตรกร
5. เป็นการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรในด้านของกระบวนการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
6. เป็นการท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อการได้รับความรู้ เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ การสร้างเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติท้องถิ่น
ประเภทของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
แบ่งตามประเภทการประกอบกิจกรรมทางการเกษตรได้ดังนี้

1. การกสิกรรม
- การทำนา
- การเกษตรแบบผสมผสาน ได้แก่ การปลูกผักร่วมกับผลไม้
- การทำสวนผลไม้
- สวนไม้ดอกไม้ประดับ
- ศูนย์การศึกษาและการวิจัยทดลอง
- ตลาดการเกษตร
2. การประมง
- แหล่งผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำต่างๆ เช่น ฟาร์มกุ้ง บ่อเลี้ยงปลา
- การเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวประมง
3. การปศุสัตว์

แบ่งเป็น การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ สัตว์เล็ก และสัตว์ปีก
กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

1. การเที่ยวชมสวนเกษตร
2. การนำเที่ยวเทศกาลงานวันเกษตร
3. การนำเที่ยวชมฟาร์มปศุสัตว์ต่างๆ
4. การนำชมการทำนาแบบดั้งเดิม
5. การนำชมหมู่บ้านชาวประมง
6. การพักแรมในหมู่บ้านเกษตรกร
7. การนำเที่ยวชมศูนย์ทดลองทางการเกษตรต่างๆ

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Health tourism)

เป็นการท่องเที่ยวเพื่อบำบัดโรคหรือบำรุงสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของนักท่องเที่ยว
มี 3 ประเภท คือ
1. การท่องเที่ยวเพื่อรักษาโรคของนักท่องเที่ยว คือการเดินทางเพื่อรักษาโรคโดยมีจุดประสงค์จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือสถานรักษาอื่นๆ
2. การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของนักท่องเที่ยว คือการเดินทางมาพักผ่อนในที่ๆมีอากาศบริสุทธิ์ เป็นธรรมชาติ
3. การท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมสุขภาพของนักท่องเที่ยว เช่น การไปอาบน้ำแร่หรือสปา การนวดแผนโบราณ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมสุขภาพจิตเช่น นั่งสมาธิ การศึกษาธรรมะ เป็นต้น
ที่มา : เอกสารคำสอนวิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

บทที่ ๙ ผลกระทบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



เนื่องจากการท่องเที่ยวได้ทำรายได้เข้าสู่ประเทศจำนวนมหาศาล นโยบายส่งเสริยมการท่องเที่ยวเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐให้การสนับสนุน มาโดยตลอดแต่ถ้าพิจารณาในแง่มุมทรัพยากรธรรมชาติแล้วอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ส่งผลก่อให้เกิด ปรากฏการณ์ก่อให้เกิดความเสื่อมโสมของทรัพยากรธรรมชาติ และจากที่ประเทศต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ย่อมก่อให้เกิดผลเสียทั้งทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมในระยะยาวอีกด้วย

ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ

ด้านบวก

๑. ช่วยให้เกิดรายได้แก่ท้องถิ่นภายในประเทศ ( Local Income ) กิจกรรมการท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการการขนส่ง บริการมัคคุเทศก์ ทำให้รายเกิดรายได้แก่คนในท่องถิ่นโดยร่วมเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงค่าครองชีพในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นสูงอีก
๒. ช่วยทำให้เกิดรายได้ต่อรัฐบาล ( Government Receipt ) รัฐบาลมีรายได้จากนักท่องเที่ยวหลายทาง อาทิ การที่นักท่องเที่ยวซื้อสิ้นค้าและบริการในประเทศก็ต้องเสียภาษี การเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวของทางราชกาล เช่น พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน
๓. ช่วยให้เกิดการจ้างงาน ( Employment )ธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ ที่พักแรม ร้านอาหาร บริการขนส่ง สถานบันเทิง ร้านจำหน่ายของที่ระลึก การนำเที่ยว
๔. ช่วยให้เกิดอาชีพใหม่ ( Creating new job )ชาวบ้านในท้องถิ่นเดิมอาจมีอาชีพทำนาทำไร่ เปลี่ยนแปลงปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เมื่อทำนำไร้ก็มาทำเครื่องจักสาน เครื่องมือเครื่องใช้
๕. ช่วยให้เกิดรายรับเงินตราต่างประเทศ ( Foreign Exchange Earning )เกิดขึ้นเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาตินำเงินตราเข้าประเทศทันทีที่มีการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ( Fresh Money )ในประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะเงินของสหรัฐอเมริกา เงินเยนญี่ปุ่น เงินปอนด์อังกฤษ จะมีค่าแลกเปลี่ยนในอัตราที่สูงมาก
๖. ช่วยให้เกิดภาวะดุลชำระเงิน ( Balance of Payment )หากประเทศใดมีแหล่งนักท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากจะมีแนวโน้มรายรับของประเทศมากเปรียบเทียบกับการส่งสิ้นค้าออกของประเทศ

ด้านลบ

๑. ค่าครองชีพของคนในพื้นที่สูงเพิ่มสูงขึ้น ( Increase of Living Expenses )เกิดความลำบากในการดำเนินชีวิต จาการนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปใช้ในสถานที่จำนวนมากก็จะส่งผลกระทบทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
๒. ราคาที่ดินแพงขึ้น เมื่อการท่องเที่ยวเข้ามาทำให้ราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
๓. มีค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อตอยสนองความต้องการนักท่องเที่ยวต่างชาติ
๔. ทำให้สูญเสียรายได้ออกนอกประเทศ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศทำให้เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศจำนวนมหาศาล
๕. รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ เป็นไปตามฤดูกาล ต้องสามารถอดทนให้อยู่รอดในช่วง Low season หรือการทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวตลอดปี

ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อสังคม

ด้านบวก

๑. เป็นการพักผ่อนหย่อนใจของบุคคลซึ่งจะช่วยลดความตรึงเครียดจากการทำงานพร้อมๆกับการแสวงหาความรู้ในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว
๒. ช่วยให้เกิดสันติภาพแห่งมลมนุษย์และช่วยกระตุ้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลิกในชาติต่างๆ
๓. ช่วยให้ประชาชนได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของศิลปวัฒนธรรมประเพณีของแต่ล่ะท้องถิ่นที่เดินทางไปถึงทำให้ทราบถึงอารยธรรมที่แตกต่างกันออกไป
๔. มาตรฐานการครองชีพดีขึ้น สืบเนื่องมาจากผลของเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดรายได้ แก่ชุมชนท้องถิ่นทั้งการจ้างงานในโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง บริการนำเที่ยว
๕. คนในท้องถิ่นได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น จากสาธารณูโภคและสาธารณูปการในแหล่งท่องเที่ยวและบริเวณใกล้เคียง
๖. ช่วยเสริยมอาชีพให้แก่คนในท้องถิ่น การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น การจ้างงาน ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
๗. ช่วยให้สภาพแวดล้อมท้องถิ่นดีขึ้น ถ้าสถานที่ท่องเที่ยวสกปรก เสื่อมโทรม ความไม่ปลอดภัยก็จะไม่มีนักท่องเที่ยวเที่ยวชม
๘. การเดินทางท่องเที่ยวจะช่วยให้เกิดสันติภาพแห่งมวลมนุษย์ ดังคำกล่าวที่ว่า “การท่องเที่ยวเป็นหนทางไปสู่สันติภาพ”
๙. การท่องเที่ยวจะช่วยลดปัญหาการอพยพเข้าไปทำงานในเมืองหลวง

ด้านลบ

๑. ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคนในท้องถิ่นจากนักท่องเที่ยว บางครั้งนักท่องเที่ยวทำให้คนในท้องถิ่นรู้สึกว่าตนเองเป็นคนชนบทต่ำต้อย
๒. การมีค่านิยมผิดๆ การเลียนแบบนักท่องเที่ยว เช่น ไม่อยากทำงาน อยากไปเที่ยวแบบนักท่องเที่ยว
๓. โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปเมื่อท้องถิ่นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวความสัมพันธ์ในครอบครัวลดลง
๔. การลบเลือนอาชีพดั้งเดิมของท้องถิ่น ก่อนที่จะมีการท่องเที่ยวเข้ามาในท้องถิ่นชาวบ้านส่วนมากทำไร่ทำนา
๕. ก่อให้เกิดปัญหาการก่ออาชญากรรม เช่น การทะเลาะวิวาทกันในสถานที่บันเทิง การโจรกรรม
๖. ปัญหาโสเภณีและเพศพาณิชย์ ถูกขนานนามว่าเป็น อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
๗. ปัญหาการบิดเบือนหลอกลวงเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
๘. ปัญหาความไม่เข้าใจกันและการขัดแย้งระหว่างคนในท้องถิ่น เมื่อมีการท่องเที่ยวเข้ามาในท้องถิ่น
๙. ช่วยให้เกิดการก่อสร้างสิ่งดึงดูดใจด้านการพักผ่อนในพื้นที่
๑๐.ปัญหาต่างๆ เช่น ยาเสพติดเข้ามากับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือการขายยาให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรม

ด้านบวก

๑. เกิดงานเกี่ยวกับเทศกาลท่องเที่ยว วัฒนธรรมถูกรื้อฟื้นหรือไม่เลือนรางจางหายไป
๒. มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและนักท่องเที่ยวมากขึ้น วัฒนธรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาค่อนข้างมาก
๓. ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ประเทศ
๔. เกิดความเชื่อถือของชาวบ้าน อาทิ เรื่องบาป บุญ คุณ โทษ

ด้านลบ

๑. คุณค่าของงานศิปะลดลง
๒. วัฒนธรรมประเพณีที่ถูกนำมาเสนอขายในรูปแบบของสินค้าเน้นกาตอบสนองแก่นักท่องเที่ยว
๓. เกิดการตระหนักด้านวัฒนธรรม ( Culture Shock )
๔. การยอมรับและเลียนแบบพฤติกรรมนั้น ( Demonstration Effect )

ที่มา : เอกสารคำสอนวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

บทที่ ๘ ธุรกิจอื่นๆและองค์ประกอบเสริมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



ธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม คือ การประกอบกิจการให้บริการด้านอาหาร และเครื่องดื่มแก่นักท่องเที่ยว เพื่อความอิ่มหนำสำราญ ในการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มแบ่งออก ๗ ประเภท


๑) ธุรกิจอาหารจานด่วน (Fast-Food Restaurants) เน้นความสะดวก ราคาถูก ปริมาณมากๆ แต่จะไม่มีบริการขายแอลกอฮอล์ ดำเนินการในรูปแบบการรับสิทธิ์ (Franchising)
๒) ธุรกิจอาหารสำเร็จรูปเดลี่ (Deli shops) บริการขายอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เนย์ แซนด์วิส สลัด
๓) ธุรกิจอาหารบุฟเฟ่ต์ (Buffets) เน้นการบริการตนเอง สามารถกินได้ทุกอย่างในราคาเดียว มีทั้งในร้านอาหารทั่วไป และภัตตาคารในโรงแรมต่างๆ
๔) ธุรกิจคอฟฟี่ช้อพ (Coffee shops) เน้นบริการอาหารอย่างรวดเร็วอยู่ที่เคาเตอร์ ราคาไม่แพงทำเลจะเป็นอาคารกึ่งสำนักงาน
๕) ธุรกิจคาเฟทีเรีย (Cafeterias) เน้นบริการตนเอง รายการอาหารค่อนข้างจะน้อย
๖) ธุรกิจอาหารกูร์เมต์ (Gourmet Restaurants) เน้นบริการระดับสูง กลุ่มลูกค้าที่ต้องการมาตรฐานการบริการของพนักงาน สถานที่ตกแต่งหรูหรา
๗) ธุรกิจอาหารเฉพาะกลุ่มเชื้อชาติ (Ethic Restaurants) เน้นบริการอาหารประจำถิ่น ตกแต่งจุดเด่นร้านเป็นลักษณะเด่นของแต่ละชาติ

อาหารไทย





๑) ภาคเหนือ ได้แก่ ขันโตก รสชาติจะไม่นิยมหวาน เพราะได้ความหวานจากการต้มพืชผัก น้ำพริกหนุ่ม มีของแนม คือ แคบหมู ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำพริกถั่วเน่า
๒) ภาคใต้ ได้แก่ ข้าวยำปักษ์ใต้ แกงเหลือง แกงไตปลา จะเน้นเครื่องเทศ ขมิ้นดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลและรักษาอุณหภูมิในร่างกาย
๓) ภาคอีสาน ได้แก่ เนื้อที่นำมาถนอมอาหาร ปลาร้า เนื้อเค็ม ไส้กรอกหมู และสัตว์อื่นๆที่มีอยู่ในธรรมชาติ
๔) ภาคกลาง
แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท
๑. อาหารที่รับอิทธิพลจากต่างประเทศ เช่น แกงกะทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง
๒. อาหารที่ใช้ความประณีตในการทำ เช่น ขนมช่อม่วง จ่ามงกุฎ ลูกชุบ ข้าวแช่
๓. อาหารที่มีเครื่องเคียงของแนม เช่น น้ำพริกลงเรือต้องแนมด้วยหมูหวาน ไข่เค็ม
๔. อาหารว่างและขนม เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ กระทงทอง ช่อม่วง ข้าวตัง หน้าตั้ง

การดำเนินงานด้านธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food And Beverage Service Operations) แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท

๑) มีการจำกัดประเภทอาหารให้แคบลง เช่น ไก่ทอด สลัด ไอศกรีม
๒) ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ
๓) มีการฝึกพนักงานอย่างดี ทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูง
๔) ภาชนะที่ใส่อาหารส่วนใหญ่สามารถทิ้งได้ เมื่อใช้งานเสร็จ เพื่อลดต้นทุนการทำความสะอาด
๕) มีอาหารน้อยชนิด การปรุงไม่ซับซ้อน ทำให้พนักงานบริการได้อย่างรวดเร็ว

ลักษณะอาหารที่มีการบริการในโรงแรม

๑. อาหารเช้า (Breakfast) บริการในช่วง ๐๘.๐๐-๐๙.๐๐ น. แบ่งเป็น
แบบยุโรป มีน้ำ ผลไม้ ขนมปัง แยม เนย หรือกาแฟเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์และผลไม้
แบบอเมริกัน มีน้ำผลไม้ คอร์นแฟลก ขนมปัง ไข่ดาว แฮม เบคอน ตามด้วยชา กาแฟ
๒. อาหารก่อนกลางวัน (Brunch) บริการในช่วง ๐๙.๓๐-๑๑.๓๐ น. อาหารที่หนักกว่ามื้อเช้า
๓. อาหารกลางวัน (Lunch) บริการในช่วง ๑๑.๓๐-๑๔.๐๐ น. มีเนื้อสัตว์ มักตามใจลูกค้าสั่งตามราคาที่แจ้งไว้ หรือจัดแบบรายการอาหารชุด


แบ่งออกเป็นดังนี้
๑) อาหารจานเดียว
๒) อาหารกลางวันประเภทสองจาน
๓) อาหารกลางวันประเภทสามจาน
๔) อาหารกลางวันแบบบุฟเฟต์
๔. อาหารว่างหรืออาหารน้ำชา (Afternoon Tea) บริการ ๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ น. มี ชา กาแฟ เค้ก ขนมอื่นๆ และผลไม้

๕. อาหารเย็น (Dinner) เริ่มบริการ ๑๙.๐๐ น. จะเป็นมื้อที่หนักที่สุดของแต่ละวัน มี

๑) อาหารประเภทเรียกน้ำย่อย ได้แก่ อาหารจำพวกออร์เดิฟ
๒) ซุป
๓) อาหารนำอาหารหลัก ได้แก่ อาหารทะเล
๔) อาหารหลัก ได้แก่ อาหารจำพวกไก่ หมู เนื้อ เป็ด อาหารจำพวกแป้ง เช่น มันฝรั่ง
๕) ของหวาน ได้แก่ ผลไม้ ขนม หรือ ไอศกรีม

๖. อาหารมื้อดึก เป็นอาหารเบาๆ ซึ่งรับประทานหลังอาหารมื้อเย็น หรืออาหารหนัก

ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่ระลึก

ธุรกิจจำหน่ายสินค้า คือ การประกอบธุรกิจขายปลีก เพื่อจำหน่ายสินค้าเฉพาะอย่างแก่ผู้บริโภคและบริการแก่นักท่องเที่ยว ได้แก่
๑) ห้างสรรพสินค้า
๒) ศูนย์การค้า
๓) ร้านค้าปลอดอากรและร้านปลอดภาษี

ธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่ระลึก คือ การประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าที่นักท่องเที่ยวซื้อและนำกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตน


ธุรกิจนันทนาการ

ธุรกิจนันทนาการ คือ การประกอบธุรกิจการให้บริการ เพื่อความบันเทิงและเพลิดเพลิน สำหรับคนเดินทาง หรือนักท่องเที่ยว

๑) ธุรกิจสวนสนุก แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
๑. สวนสนุก
๒. สวนสุกรูปแบบเฉพาะ
๒) ธุรกิจบันเทิง


ธุรกิจท่องเที่ยวประเภทอื่นๆ

๑) ธุรกิจการจัดประชุมสัมมนา
๑. การประชุมสัมมนาภายในประเทศ
๒. การประชุมสัมมนาระหว่างประเทศ
๒) ธุรกิจการจัดแสดงนิทรรศการและสินค้า
๓) ธุรกิจเช่าซื้อ


การจัดการความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยว

ความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยว คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ประเภทความไม่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่

๑) ภัยในที่พัก
๒) ภัยจากการเดินทาง
๓) ภัยจากการท่องเที่ยว สาเหตุ คือ

๑. อาชญากรรม
๒. อุบัติเหตุ
๓. สาธารณสุข
๔. ภัยธรรมชาติ
๕. การหลงทาง
๖. พืชและสัตว์ในแหล่งท่องเที่ยว
ที่มา : เอกสารคำสอนวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทที่ ๗ ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว

Travel Agency (Travel Agency.) .

Retail business is approved . To represent .
Sell tourism products . And assist in placing რ.Travel through the customers .



Travel agent . Travel Agency is the owner or consultant here .

Background .

In the past, people who want to travel Tend to buy a tourism product directly to retailers to facilitate the acquisition had happened with Thomas Cook open TRUST แื Web Agency for the first time in the Year 1845 in England . The customer must be Minute Travel Agency has become part of tourism .

Role of the Travel Agency .


1 . provide price or rate of tourism products such as airplane tickets . Hotel room rates .
2 . to reserve plane tickets reservation .
3 . Payment to Travel Agency accredited by the ARC will be allowed to receive payment for tickets every week will be deducted commission (commission) 10% for the Travel Agency .
4 . to send tickets or documents related to travel .
5 . assistance clients in purchasing and other tourism services .
6 . the assistance of the ticket purchased .
7 . the plane tickets and other documents .

The benefits of using the service . Travel Agency .


1 . is seeking the right products and know better than issues .
2 . can offer or find the best prices .
3 . help save time and trouble .
4 . help solve the problem when errors or problems .
5 . help looking for the best products and services to customers.
6 . to introduce tourist attractions better .

Type of Travel Agency .


1. since the original (A Conventional Agency) tend to sell tourism products and services the full range . Travel form can also be divided into network and independent franchisees .
2 . for the sale of Internet (online Agencies).
3 . for the specialization (Specialized Agencies).
4 . Type of housing (home-based Agencies).

Tour (Tour operator).


Means business Create a package tour or organized tour .
Tour refers to forms of tourism planning in advance . And prepayment.

The benefits of using travel agent services .


1 . Save time and money .
2 . attain
3 . have new friends .
4 . the peace of mind and feel secure .


Type of tour .


1 . Tour Independent (Independent tour).
2 . tour without the guide (Hosted tour).
3 . tour with the tour (Escorted tour).

Source: Catechism of the document . Tourism industry . Pundit University .